การศึกษาดูงาน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร

การพัฒนาแหล่งน้ำ การพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ การพัฒนาปรับปรุงดิน การพัฒนาด้านเกษตรกรรม

โพสต์เมื่อ August 22, 2018 ใน การศึกษาระดับอุดมศึกษา.

สมพงษ์ พงษ์ศรียา
22 ผู้ติดตาม 72 เปิดอ่าน   
การศึกษาดูงาน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร
 
จัดทำโดย
สามเณรสมพงษ์  พงษ์ศรียา
 
เสนอ
พระใบฏีกาสุพจน์  ตปสีโล
 
 
 
ความเป็นมา
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อกำเนิดจากการที่ได้รับพระราชดำริ เมื่อวัน 11 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ที่พระราชประสงค์ที่จะให้เป็นศูนย์กลางในการศึกษา ทดลอง ที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคเหนือ และเผยแพร่แก่ราษฎรให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วยตัวเองต่อไป โดยทำการศึกษาพัฒนาป่าไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือ ใช้สอย ไม้ผล ไม้เชื้อเพลิง ซึ่งจะอำนวยประโยชน์ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ตลอดจนคงความชุ่มชื้นเอาไว้เป็นประโยชน์อย่างที่ 4 และ พื้นที่ต้นน้ำลำธารให้ได้ผลอย่างสมบูรณ์เป็นหลัก โดยต้นทางเป็นการศึกษาสภาพพื้นที่ป่าไม้ต้นน้ำลำธารและ ปลายทางเป็นการศึกษาด้านการประมงตามอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ผสมกับการศึกษาด้านการเกษตรกรรม ด้านปศุสัตว์และโคนม และด้านเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อให้เป็นศูนย์ที่สมบูรณ์แบบ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อราษฎรที่จะเข้ามาศึกษากิจกรรมต่าง ๆ ในศูนย์ฯ แล้วนำไปใช้ปฏิบ้ติอย่างได้ผลต่อไป ดังมีพระราชดำริว่า "ให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทำหน้าที่เสมือน "พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต" หรืออีกนัย หนึ่งเป็น "สรุปผลการพัฒนา" ที่ประชาชนจะเข้าไปเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้"
 
 
กิจกรรมโครงการ
ด้านการพัฒนาที่ดิน   
ในสภาพป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ในหน้าแล้งมีการผลัดใบ ซึ่งทางวิชาการเรียกว่า "การคืน ธาตุอาหารให้แก่พื้นดิน" จากการศึกษาพบว่าในเดือนกุมภาพันธ์ มีใบไม้มากที่สุด ประมาณ 600-700 กก. ต่อไร่ต่อปี ถ้าใบไม้เหล่านี้ไม่ถูกไฟไหม้ก็จะผุสลายเป็นหน้าดินเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พื้นที่ป่า ซึ่งพบว่า ธาตุอาหารในดินมีเพิ่มขึ้นจากปี 2526 มีธาตุอาหารในดินไม่เกิน 1 เปอร์เซ็นต์ (ของน้ำหนักดิน) จากการ พัฒนา ปัจจุบันพบธาตุอาหารเพิ่มเป็น 3-4 เปอร์เซ็นต์ (ของน้ำหนักดิน) ผลจาการร่วงหล่น ทับถมผุสลาย ของใบไม้ทำให้ดินมีหน้าดินเพิ่มขึ้น สามารถเพิ่มธาตุอาหารในดิน สามารถใช้พื้นที่ทำประโยชน์ด้านการ เกษตรกรรมได้
ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ   
สภาพแหล่งน้ำและการพัฒนาแหล่งน้ำก่อนปี 2526 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่อง มาจากพระราชดำริ ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในเขตลุ่มน้ำห้วยฮ่องไคร้ ซึ่งลำห้วยห้วยฮ่องไคร ้ เป็นลำน้ำสาขาฝั่งขวาของลุ่มน้ำแม่กวง มีต้นกำเนิดจากแนวสันเขาสูงทาง ทิศตะวันออกเขตตำบลป่าเมี่ยงของอำเภอดอยสะเก็ดไหลลงมาทางทิศใต้ผ่านบ้านปางเรียบเรือ บ้านตลาดขี้เหล็ก บ้านแม่ฮ่องไคร้ ไหลบรรจบกับลำห้วยแม่โป่ง ที่บ้านท่ามะกุ่ม แล้วไหลผ่านบ้านป่าไผ่ บ้านแม่โป่ง และ บ้านแม่ฮ้อยเงิน ไปบรรจบกับน้ำแม่จ้องที่บ้านแม่จ้องเหนือในเขตอำเภอดอยสะเก็ด แล้วไหลไปทาง ทิศตะวันตก ผ่านบ้านแม่ก๊ะใต้ บ้านแม่คือ บ้านแม่ท้องป่อง บรรจบกับน้ำแม่ปูคา ที่บ้านแม่ปูคาเหนือในเขต อำเภอสันกำแพง แล้วไหลผ่านอำเภอสันกำแพงไปลงลำน้ำกวง ไหลลงสู่แม่น้ำปิงในเขตอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ลำห้วยฮ่องไคร้ช่วงไหลผ่านบ้านปางเรียบเรือ ซึ่งเป็นจุดที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ห้วยฮ่องไคร้ 7 (ปางเรียบเรือ) มีความยาวลำน้ำประมาณ 6.50 กม. พื้นที่ลุ่มน้ำประมาณ 13.60 ตร.กม. หรือประมาณ 8,500 ไร่ ลำห้วยมีขนาดกว้างประมาณ 4.00 ม. ท้องลำน้ำมีตะกอนทราย
 
 
ด้านการพัฒนาป่าไม้
ชนิดของป่าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น จากเดิมมีสภาพเป็นป่าเต็งรังที่เสื่อมโทรม ปัจจุบันฟื้นฟูสภาพ และพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ คือ สภาพแวดล้อมของบรรยากาศ มีความชุ่มชื้น คุณภาพของป่าเปียกหรือ Wet fire Break เดิม (ปี 2526) เกิดไฟป่าในพื้นที่ศูนย์ฯ สร้างความเสียหายประมาณ 200 ไร่/ปี เมื่อระบบ การกระจายความชื้นเริ่มเข้าผืนป่าปัจจุบันในระยะ 10 ปี หลังการพัฒนาไม่ปรากฎว่ามีไฟไหม้ป่า เกิดขึ้น ในพื้นที่ศูนย์ฯ มีความหลากหลายของพืชพรรณอาหารธรรมชาติที่ชุมชนได้ใช้ประโยชน์เพื่อการพึ่งพา และเป็นรายได้เสริมในครัวเรือน ชุมชนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ทั้งนี้การที่จะรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีมี คุณค่าต้องมีการปลูกสร้างจิตสำนึกในการทำหน้าที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ในพื้นที่ต้นน้ำ ด้วยความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ เพื่อเป็นแนวทางให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร จัดการทรัพยากรและสภาพแวดล้อมท้องถิ่นตอบสนองแนวพระราชดำริ
ด้านการเกษตรกรรม
กิจกรรมพืชสวน ได้แก่ลำอีดอ แห้ว ส้มโอ มังคุด เงาะ ทุเรียนเทศ สัปรด เป็นต้น
กิจกรรมพืชไร่ ได้แก่ การปลูกพืชไร่แบบยั่งยืนโดยใช้ระบบหมุนเวียน
การใช้หญ้าแฝกป้องกันการซะล้างพังทลายของดิน
กิจกรรมเพาะเห็ด ได้แก่ เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เห็ดลิ้นจือ เห็ดหอม เห็ดขอนขาว เห็ดบด เป็นต้น
กิจกรรมหม่อนไหม ได้แก่ การเลี้ยงไหม 2 สายพันธ์ คือไหมพันธ์นางตุย และพันธ์อีรี่
กิจกรรมยางพารา ได้แก่ ยางพาราพันธ์ RRIM 600 ยางพาราพันธุ์ GT1 และยางพาราพันธุ์ PR255
กิจกรรมศึกษาและพัฒนาระบบเกษตรแบบผสมผสาน ได้แก่ การเลี้ยงกบบ่อซีเมนต์ มะเขือหยกภูพาน การเลี่ยงหมูดำ ฟักข้าว และกวางรูซ่า
 
การอบรม
มีหลักสูตรฝึกอบรมรวมทั้งหมด 32 หลักสูตร แยกเป็น
หลักสูตรหลัก จำนวน 23 หลักสูตร ดังนี้
1.ฝายต้นน้ำลำธารเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาที่ยั่งยืน
2.ฝายต้นน้ำลำธารเพื่อการฟื้นฟูนิเวศลุ่มน้ำโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน
3.การปลูกไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 ประการตามแนวพระราชดำริ
4. การเพาะเห็ดเศรษฐกิจ
5. การปลูกผักปลอดสารพิษ
6. การปลูกและขยายพันธุ์ไม้ผล
7. การเลี้ยงสุกร
8. การเลี้ยงไก่
9. การเลี้ยงโคเนื้อ
10. การพัฒนาการเลี้ยงโคนม
11. การเลี้ยงกระต่าย
12. การเลี้ยงแพะนม
13. การเลี้ยงปลาเพื่อการยังชีพ
14. การเพาะเลี้ยงกบและการขยายพันธุ์กบ
15. การพัฒนาศักยภาพการเพาะเลี้ยงกบ
16. การทำปุ๋ยหมักและปุ๋ยอินทรีย์น้ำ
17. การปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำ
18. การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืน
19. เกษตรผสมผสานในรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียง
20. การจัดระบบเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน
21. แนวป้องกันไฟป่าเปียกตามแนวพระราชดำริ
22. รูปแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มน้ำ
23. การพัฒนาศักยภาพปราชญ์ชุมชนและแหล่งเรียนรู้
หลักสูตรเสริม จำนวน 9 หลักสูตร ดังนี้
1. หลักสูตรการอบรมและการจัดทำบัญชีตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
2. หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น
3. หลักสูตรการแปรรูปและการถนอมอาหาร
4. หลักสูตรการพัฒนาอาชีพนอกภาคการเกษตร
5. หลักสูตรอาสาสมัครรวมใจต้านภัยหมอกควันและไฟป่า
6. หลักสูตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์
7.หลักสูตรการซ่อมแซมและบำรุงรักษาเบื้องต้นสำหรับเครื่องกลการเกษตรขนาดเล็ก
8.หลักสูตรการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรตัวอย่าง
9.หลักสูตรการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวหอมมะลิ
 
ป้ายกำกับ: สมพงษ์,